ในหลวงของเรา
โครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงในทะเลสาบ สงขลา
ในหลวงของเรา
โครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงในทะเลสาบ สงขลา

แผนที่แสดงผลผลิตกุ้งก้ามกราม ปี 2556 - 2557

 

"ทรัพยากรด้นประมงจะต้องจัดเป็นระเบียบ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าปล่อยพันธุ์ปลาให้ดีหรือเลี้ยงปลาให้ดีหรือเลี้ยงปลาให้เติบโต ความสำคัญอยู่ที่ด้านการบริหารการจับปลาและสัตว์น้ำ เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์จริง ๆ" เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรประมงในทะเลสาบสงขลา มนรูปแบบฟาร์มทะเล/ฟาร์มสัตว์น้ำโดยชุมชน สร้างรายได้ให้กับชาวประมง ตลอดจนเป็นแหล่งอาหารของชุมชนรอบทะเลสาบ

สวัสดีค่ะ พบกันอีกแล้ว หลังจากปฎิบัติการรื้อโพงพางปากทะเลสาบสงขลา จากหัวพญานาค ถึงท่าเทียบเรือประมงใหม่ ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร สามารถรื้อถอนโพงพาง 13 แถว รวม 272 ช่อง เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก็ได้มีกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนรวมตัวกันปิดท่าแพขนานยนต์ไปแล้ว 2 รอบ อย่างไรเสียก็ขอให้หาทางออกที่ถูกต้อง นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมให้มากๆๆ เราจะได้อยู่กันในสังคมอย่างมีความสุข

สภาวะทางเศรษฐกิจสังคม

ครั้งหนึ่งทะเลสาบสงขลาเคยได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่มีความอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลก มีสัตว์น้ำนานาชนิด ซึ่งเป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตทั้งมวลรอบทะเลสาบสงขลากว่า 160 ชุมชน มายาวนานหลายชั่วอายุคน ความเปลี่ยนแปลงของชุมชนส่วนหนึ่งจึงขึ้นอยู่กับปริมาณของสัตว์น้ำที่มีอยู่ในทะเลสาบ ปีใดสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ชุมชนก็เข้มแข็งและสงบสุขแต่ปีใดขาดแคลนความทุกข์ยากก็แผ่ขยายไปรอบทะเลสาบ เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมานั้น ปริมาณสัตว์น้ำในทะเลสาบสงขลาลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งที่ทางธรรมชาติ และที่มนุษย์สร้างขึ้นนับเป็นปรากฎการณ์ที่สำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนรอบทะเลสาบ

ดังนั้น ชุมชนรอบทะเลสาบจึงมีทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดเป็นเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เกษตรกรรม ซึ่งเกื้อกูลต่อการยังชีพของชุมชนรอบทะเลสาบ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนจุนเจือส่งเสริมการผลิตแบบเก็บเกี่ยว และการใช้แรงงานที่ไม่ต้องอาศัยพลังงานและเทคโนโลยีแต่ในช่วงหลังมีกระบวนการผลิตโดยใช้พลังงานและเทคโนโลยีเข้ามาสู่บริเวณนี้มากขึ้น จึงทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมและขาดแคลนลงเรื่อย ๆ วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนแบ่งปันเปลี่ยนเป็นการแข่งขัน ชิงดี และเห็นแก่ตัวกันมากขึ้น สภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมที่เคยมั่งคั่งกลับถอยหลัง ซึ่งยากที่จะกลับคืนมาเหมือนอย่างเช่นใดอดีต

สภาพทางสังคม

ในสมัยก่อนถ้าย้อนไปหาอดีตก่อนสมัยอยุธยา ชุมชนบริเวณทะเลสาบสงขลา มีลักษณะเป็นเมืองท่าที่ติดต่อค้าขายกับต่างชาติมากกว่าที่จะเป็นลักษณะของชุมชนเกษตรกรรม เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะในสมัยนั้นผู้คนมีน้อย และไม่เดือดร้อนในเรื่องข้าวปลาอาหารมากนัก ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงเข้าใจว่าสังคมเกษตรกรรมอาจจะยังไม่เด่นชัด แต่ในสมัยอยุธยาเป็นต้นมา ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขึ้นทั่วไปรอบทะเลสาบ ซึ่งมีพอให้เกิดการขยายตัวของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ชาวนาที่ยึดมั่นอยู่กับค่านิยม รวมทั้งไสยศาสตร์ และประเพณีวัฒนธรรม กลายเป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่บริเวณนี้ และชาวนาก็จะอยู่ในลักษณะของไพร่ และข้าพระ ซึ่งไพร่นับเป็นชาวนากลุ่มใหญ่ ที่มีความจำเป็นต้องขึ้นอยู่กับขุนนาง หรือนาย ส่วนข้าพระหรือแลกวัดเป็นกลุ่มคนที่ทางพระมหากษัตริย์ได้อุทิศกัลปนาให้เป็นสมบัติของพระสงฆ์ชาวนาที่เป็นข้าพระ หรือแลกวัดนี้จะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของสถาบันสงฆ์

ที่กล่าวมานี้ก็เป็นลักษณะสถานะทางสังคมของผู้คนในสมัยนั้น อย่างไรก็ตามลุ่มน้ำทะเลสาบแห่งนี้ไม่มีความปลอดภัยและมั่นคงสักเท่าไหร่ในชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะสาเหตุมาจากการรุกรานของโจรสลัดและต้องประสบกับการรุกรานของเพื่อนบ้านอยู่เป็นประจำ

ส่วนในลักษณะของสังคมปัจจุบันของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลามีหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไปสังคมไพร่และข้าพระกลายมาเป็นสังคมเกษตรกรรมที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทรรศนคติ ค่านิยม ไสยศาสตร์ ประเพณีและวัฒนธรรม เปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยมากขึ้นโดยเฉพาะการได้รับอิทธิพลมาจากสังคมภายนอก เช่น สังคมจากต่างประเทศเป็นต้น สังคมที่เคยเกื้อกูลพึ่งพา กลายมาเป็นสังคมของการแข่งขัน และชิงดีชิงเด่น

ปัญหาสังคมต่าง ๆ มีมากมาย เช่น ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม ความยากจน และชุมชนแออัด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่ยากต่อการแก้ไขในสภาพปัจจุบันนี้ ส่วนหนึ่งที่คิดว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาและการเปลี่ยนแปลงคือการเพิ่มขึ้นของประชากร และการลดลงของทรัพยากรนั่นเอง ถ้าจะมองตัวเลขของประชากรที่อาศัยอยู่บริเวณรอบทะเลสาบมีประมาณ 1.2 ล้านคนใน 173 ตำบล 1412 หมู่บ้าน โดยประชากรส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นตามบริเวณรอบทะเลสาบสงขลาและเบาบางในแถบพื้นที่สูงและภูเขาของจังหวัดพัทลุง

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าสังคมของชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาจะเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต ค่านิยม และวัฒนธรรมต่าง ๆ จะเปลี่ยนไปเช่นไร แต่ถ้าผู้คนรอบทะเลสาบสงขลายังรักทะเลสาบสงขลาไม่เปลี่ยนแปลง ช่วยกันอนุรักษ์และฟื้นฟูเชื่อมั่นว่าสังคมของชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาจะน่าอยู่และกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนในอดีตอีกครั้ง

สภาพทางเศรษฐกิจ

ในสมัยก่อนชาวบ้านหรือชาวนาจะดำรงชีวิตอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบพอยังชีพ ไม่ใช่ลักษณะของการแข่งขัน แต่ชาวนาสมัยนั้นก็จะต้องมีพันธะทางด้านเศรษฐกิจกับขุนนาง หรือนายตามระบบส่วยอากร ส่วนชาวนาที่เป็นข้าพระหรือแลกวัดนั้น ต้องขึ้นอยู่ในระบบเศรษฐกิจของวัดอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมา ชาวนาในบริเวณนี้จะต้องส่งส่วยให้แก่ขุนนางรวมทั้งเสียอากรบางชนิดด้วย พอมาถึงปัจจุบันโครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปสภาพเศรษฐกิจแบบพอยังชีพกลับกลายเป็นลักษณะของการดิ้นรนและต้องเสียภาษีอากรให้กับรัฐตามลักษณะของการ ประกอบธุรกิจการงาน และรายได้ก็มีลักษณะคล้าย ๆ กับสมัยก่อน     การนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ นี่คือคำถามที่อยู่ในใจของคนรอบทะเลสาบสงขลาที่ปัจจุบันนี้ถือว่าเรื่องปากเรื่องท้องเป็นเรื่องสำคัญ การแข่งขันทางเศรษฐกิจมีมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งถ้าจะมองถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบการผลิตจะขึ้นอยู่กับสาขาการผลิตที่สำคัญ 3 สาขา คือ สาขาเกษตรกรรม การค้าส่งและค้าปลีก และสาขาการบริการ สำหรับสาขาเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพส่วนใหญ่ของคนลุ่มน้ำทะเลสาบแห่งนี้ซึ่งประกอบไปด้วย อาชีพประมงที่ถือเป็นอาชีพหลักโดยมีผู้ที่ประกอบอาชีพนี้ประมาณ 8,010 ครัวเรือน จาก 168 หมู่บ้าน รองลงมาได้แก่ ยางพารา ข้าว สวนผสมไม้ผล พืชผักสวนครัว

สาขาการค้าส่งและค้าปลีก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการค้าสัตว์น้ำจะมีพ่อค้าแม่ขาย ทั้งค้าส่งและค้าปลีกมาติดต่อรับซื้อสัตว์น้ำจากการประมงของเกษตรกรไปจำหน่ายทั้งในพื้นที่และ ต่างจังหวัด

สาขาการบริการ นับว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนแห่งนี้ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว โดยพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลามีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งบางแห่งมีชื่อเสียงระดับประเทศก็ว่าได้ เช่น อุทยานนกน้ำทะเลน้อย - คูขุด, อุทยานเขาปู่ เขาย่า, ถ้ำพระคูหาสวรรค์, หาดแสนสุขลำปำ, เกาะสี่เกาะห้า, เขาตังกวน, เกาะยอ เป็นต้น

 

เอกสารอ้างอิง

จงจิตร์ นีรนาทเมธิกุล. 2542. รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาปี 2542. สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 12. 6 น.
จินตนา หนูณะ. 2536. ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา วัฒนธรรมและการพัฒนา. วารสารทักษิณคดี ปีที่ 3 ฉบับที่ 1. 147 น.
นฤทธิ์ ดวงสุวรรณ์. 2545. ฅนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา. โครงการจัดการทรัพยากรชายฝั่งภาคใต้. 96 น.
ยงยุทธ ชูแว่น. 2541. โลกของลุ่มน้ำทะเลสาบ. กลุ่มนาคร. 232 น.
มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์. 2542. ทะเลสาบสงขลา-ธุระไม่ใช่ : นิทานสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้

ทะเลสาบสงขลา สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ตอนใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

 สภาพนิเวศวิทยาของทะเลสาบสงขลา

ทะเลสาบสงขลามีสภาพทางนิเวศวิทยาที่หลากหลาย เนื่องจากเป็นที่ไหลรวมจากต้นน้ำลำคลองเล็ก ๆ มากมายและยังมีทางออกสู่ทะเลอ่าวไทย       ปริมาณและสภาพน้ำในทะเลสาบขึ้นอยู่กับน้ำจืดที่ไหลลงมาและน้ำเค็มจากทะเลหนุนเข้ามา ซึ่งในฤดูน้ำหลากประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมจะมีน้ำจืดไหลลงสู่ทะเลสาบจำนวนมาก จึงไปผลักดันน้ำเค็มออกสู่อ่าวไทย ในช่วงนี้น้ำในทะเลสาบจะขุ่นและเป็นน้ำจืด แต่เมื่อถึงฤดูแล้งปริมาณน้ำจืดที่ไหลลงสู่ทะเลสาบจะมีน้อย น้ำเค็มจะไหลเข้ามาแทนที่ในช่วงนี้ น้ำในทะเลสาบจะกร่อย สามารถแบ่งทะเลสาบสงขลาออกได้เป็น 4 ตอนใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

1. ทะเลน้อย

อยู่ตอนบนสุดมีพื้นที่ประมาณ 28 ตารางกิโลเมตร ความลึกเฉลี่ยประมาณ 1.5 เมตร เป็นทะเลสาบน้ำจืดโดยแยกส่วนกับทะเลสาบ โดยมีคลองนางเรียมเชื่อมต่อระหว่างทะเลน้อยกับทะเลหลวง ทิศตะวันตกของทะเลน้อยเป็นส่วนของจังหวัดพัทลุง ทิศเหนือเป็นส่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราชและทิศตะวันออกจรดอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ทะเลน้อยเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีพืชน้ำนานาชนิดขึ้นอยู่โดยรอบ มีป่าพรุขนาดใหญ่ มีวัชพืชพวกผักตบชวา กกจูด และยังเป็นแหล่งของนกน้ำนานาพันธุ์ทั้งที่ประจำถิ่นและที่อพยพมาจากแหล่งอื่น

2. ทะเลหลวง (ทะเลสาบสงขลาตอนบน)

เป็นส่วนของทะเลสาบสงขลาถัดจากทะเลน้อยลงมาจนถึงเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ เป็นห้วงน้ำกว้างใหญ่ที่สุดมีพื้นที่ประมาณ 458.80 ตร.กม. ความลึกประมาณ 2 เมตร ในอดีตเป็นท้องน้ำจืดขนาดใหญ่ แต่ในบางปีมีการรุกตัวของน้ำเค็มค่อนข้างสูงในช่วงฤดูแล้ง

3. ทะเลสาบ (ทะเลสาบตอนกลาง)

อยู่ถัดจากทะเลหลวงลงมา ตั้งแต่บริเวณแนวเกาะใหญ่ทางใต้ไปบรรจบกับเขตอำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง อำเภอสทิงพระจนถึงบริเวณปากรอ อำเภอสิงหนครจังหวัดสงขลามีพื้นที่ประมาณ 377.20 ตร.กม. ความลึกประมาณ 2 เมตร เป็นส่วนของทะเลสาบที่มีเกาะมากมาย เช่น เกาะสี่ เกาะห้า เกาะหมาก เกาะนางคำ       พื้นที่ส่วนนี้เป็นการผสมผสานของน้ำเค็มและน้ำจืดจึงทำให้มีสภาพเป็นทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย ในช่วงที่เป็นน้ำจืดจะมีพืชปกคลุมโดยทั่วไป

4. ทะเลสาบสงขลา (ทะเลสาบสงขลาตอนล่าง)

เป็นส่วนของทะเลสาบตอนนอกสุดที่เชื่อมต่อกับอ่าวไทย มีพื้นที่ประมาณ 182 ตร.กม. ความลึกประมาณ 1.5 เมตร ยกเว้นช่องแคบที่ติดต่อกับทะเลอ่าวไทย ซึ่งเป็นช่องเดินเรือมีความลึกประมาณ 12-14 เมตร ทะเลสาบส่วนนี้เป็นบริเวณที่มีน้ำเค็ม แต่บางส่วนในช่วงฤดูฝนจะเป็นน้ำกร่อย และได้รับอิทธิพลจากน้ำขึ้น น้ำลง บริเวณทางตอนใต้มีพื้นที่ป่าชายเลนปกคลุมโดยทั่วไป แต่ปัจจุบันถูกเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้ง



ลักษณะทั่วไปของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ตั้งอยู่บนชายฝั่งด้านตะวันออกของภาคใต้ มีเนื้อที่ 9807 ตร.กม. (6,129,375 ไร่) แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นพื้นดินมีเนื้อที่ประมาณ 8761 ตร.กม. และส่วนที่เป็นพื้นน้ำมีพื้นที่ประมาณ 1046 ตร.กม. มีความกว้างจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออกประมาณ 20 กม. ส่วนความยาวจากทิศเหนือไปทิศใต้ประมาณ 75 กม. ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา คือ อำเภอเมือง อำเภอหาดใหญ่ อำเภอสะเดา อำเภอรัตภูมิ อำเภอระโนด อำเภอสทิงพระ อำเภอควนเนียง อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอนาหม่อม อำเภอบางกล่ำ อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดพัทลุงทั้งหมด และจังหวัดนครศรีธรรมราช คือ อำเภอชะอวด และอำเภอหัวไทร
ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลามีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ใกล้เคียง ดังนี้

  • ทิศตะวันออก ติดต่ออำเภอจะนะ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา และทะเลอ่าวไทย
  • ทิศเหนือ ติดต่ออำเภอปากพนัง อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
  • ทิศใต้ ติดต่อประเทศมาเลเซีย
  • ทิศตะวันตก ติดต่อเทือกเขาบรรทัด จังหวัดตรัง และจังหวัดสตูล

ลักษณะภูมิอากาศ

สภาพภูมิอากาศบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา อยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ จึงสามารถแบ่งฤดูกาลออกได้เป็น 2 ฤดู คือ ฤดูร้อนและฤดูฝน ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนกรกฎาคม ส่วนฤดูฝนจะเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนมกราคม โดยฝนจะตกหนักมากที่สุดในเดือนพฤศจิกายน

ลักษณะภูมิประเทศของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

ลักษณะภูมิประเทศของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ประกอบด้วยพื้นที่ภูเขาสูงบริเวณทิศตะวันตกและทิศใต้ของลุ่มน้ำ ด้านตะวันตกจะเป็นแนวเทือกเขาบรรทัดที่ทอดตัวในแนวเหนือใต้ ตั้งแต่รอยต่อระหว่างจังหวัดพัทลุงกับจังหวัดตรัง ลงมาถึงรอยต่อระหว่างจังหวัดสงขลากับจังหวัดสตูล ส่วนทางด้านทิศใต้เป็นแนวเทือกเขาสันกลาคีรีบางส่วน ภูเขานี้ปกคลุมด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์จึงเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา สำหรับบริเวณด้านเหนือและด้านตะวันออกของพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเป็นพื้นที่ราบชายฝั่งทะเลจึงเกิดจากการทับถมของตะกอน

ทะเลสาบสงขลาเป็นแหล่งน้ำที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ซึ่งมีทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็มอยู่ใกล้เคียงกัน จึงทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์อยู่ตลอดเวลา

ดินแดนรอบ ๆ ทะเลสาบสงขลา ปัจจุบันคือพื้นที่ของจังหวัดพัทลุง อำเภอชะอวด อำเภอหัวไทร อำเภอระโนด อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสิงหนคร อำเภอเมือง อำเภอหาดใหญ่ และอำเภอรัตภูมิ จากหลักฐานของแผนที่ของชาวต่างประเทศ พื้นที่บริเวณนี้ พ.ศ. 2000 มีลักษณะแตกต่างจากปัจจุบันมากพอสมควร โดยเฉพาะบริเวณอำเภอหัวไทร อำเภอระโนด อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสทิงพระ และอำเภอสิงหนคร บริเวณนี้แต่เดิมเป็นเกาะสองเกาะ คือพื้นที่ในส่วนอำเภอหัวไทรไปจนถึงอำเภอสิงหนครซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ ส่วนเกาะขนาดเล็กก็คือ "เกาะใหญ่" ในปัจจุบัน อันเกิดจากระดับน้ำที่ลดลงทำให้พื้นที่ดินเดิมใต้ผิวน้ำโผล่ขึ้นมาเป็นภูเขาเตี้ย ๆ ประกอบกับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดเอาทรายทะเลมาทับถมทางด้านซีกตะวันออกของภูเขา ทำให้เกิดสันทรายงอกออกไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ซีกตะวันตกของภูเขาก็เกิดดินตะกอนที่ลำน้ำสายสั้น ๆ คือ คลองนางเรียม คลองปากประ คลองลำปำ คลองท่าเดื่อ คลองอู่ตะเภา และแม่น้ำสายยาวที่พาดจากจังหวัดสตูลไหลออกทะเลที่บริเวณทะเลสาบตอนในในปัจจุบัน ทำให้แผ่นดินทั้งสองด้านงอกออกไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเกาะขึ้น ซึ่งภายหลังเกาะนี้ก็ได้กลายเป็นที่ตั้งถิ่นฐานทำมาหากินเป็นชุมชนหนาแน่นเพราะมีความเหมาะสมที่จะเป็นท่าเรือ และสามารถกำบังลมได้เป็นอย่างดี แม้แผ่นดินทางด้านทิศเหนือจะงอกออกไปจนติดเป็นแผ่นดินเดียวกันแล้ว บริเวณเกาะซึ่งพัฒนาเป็นแหลมก็ยังคงเป็นชุมชนที่หนาแน่นยิ่งขึ้น เมื่อน้ำในทะเลสาบตอนในเปลี่ยนเป็นน้ำจืด เพราะได้รับอิทธิพลจากน้ำในลำคลองที่ได้กล่าวถึงข้างต้นมากกว่าน้ำทะเล พื้นที่โดยรอบของทะเลสาบจึงเริ่มกลายเป็นพื้นที่เพาะปลูก เนื่องจากบริเวณนี้มีดินตะกอนทับถมกันมากซึ่งเหมาะแก่การเพาะปลูก จึงกลายเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของภาคใต้ โดยเฉพาะบริเวณฝั่งตะวันตก หรือพื้นที่ของจังหวัดพัทลุงในปัจจุบัน ขณะเดียวกันทะเลสาบที่เกิดขึ้นก็เป็นแหล่งของสัตว์น้ำนานาชนิดด้วย

ส่วนบริเวณตอนบนหรือแถบต้นน้ำเชิงเขาก็เป็นเขตป่าที่มีป่าดงดิบขึ้นปกคลุมหนาแน่น จึงมีผลผลิตจากป่าจำนวนมาก เช่น หวาย ไม้ไผ่ สมุนไพร งาช้าง เครื่องหนัง เขาสัตว์ และของป่า อื่น ๆ ซึ่งของพวกนี้พ่อค้าชาวจีนและอินเดียต้องการมาก พ่อค้าชาวจีนและอินเดียจึงเดินทางเข้ามาค้าขายและนำเอาอารยธรรมเข้ามาเผยแพร่ในบริเวณคาบสมุทรมลายูและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้