ในหลวงของเรา
โครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงในทะเลสาบ สงขลา
ในหลวงของเรา
โครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงในทะเลสาบ สงขลา

น้ำเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งต่อมุนษย์ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ คุณภาพของน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยของสภาพแวดล้อมเป็นสำคัญ ได้แก่ สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ รวมถึงกิจกรรมของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันปัญหาความเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ รวมถึงทะเลสาบสงขลานับวันจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเกิดจากน้ำทิ้งจากแหล่งชุมชนที่มิได้ผ่านระบบบำบัดก่อนลงสู่แหล่งน้ำ การเพิ่มจำนวนและขนาดของโรงงานอุตสาหกรรม การเกษตรเพื่อการค้า ฯลฯ ดังนั้นการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะข้อมูลที่ได้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบในการตัดสินใจด้านต่างๆ อีกทั้งทำให้รู้ถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนเพื่อการจัดการคุณภาพน้ำต่อไป     ดังเช่นที่กรมประมงโดยสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของคุณภาพน้ำในทะเลสาบสงขลาต่อการประมงจึงได้ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในทะเลสาบสงขลามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบัน (2547) ครอบคลุมพารามิเตอร์ต่าง ๆ ทั้งกายภาพ เคมี และชีวภาพ เช่น ธาตุอาหารในรูปต่างๆ ออกซิเจนละลาย พีเอช ความเค็ม ฯลฯ รวมถึงสารพิษต่างๆ เช่น ยาฆ่าแมลง โลหะหนัก ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

ทะเลน้อย

ทะเลน้อยตื้นมากน้ำลึกเพียง 1.2 เมตร แต่ในฤดูฝนระดับน้ำในทะเลน้อยเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 1 เมตร แต่เป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้นเพราะหลังจากนั้นระดับน้ำได้ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปทะเลน้อยมีออกซิเจนละลายและพีเอชในช่วงกลางวันสูง 6-10 มิลลิกรัม/ลิตร และ 8-9 ตามลำดับ เนื่องจากมีพืชน้ำปกคลุมหนาแน่นอยู่ทั่วไป แต่เนื่องจากทะเลน้อยอยู่ติดกับพรุควนเคร็งในฤดูฝน (พฤศจิกายน - ธันวาคม) จึงมีน้ำจากพรุไหลลงสู่ทะเลน้อยทำให้พีเอชลดต่ำลงจนมีสภาพเป็นกรดอ่อน ธาตุอาหารไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่เป็น อนินทรีย์สารในทะเลน้อยมีค่าต่ำมาก ไนไตรท์แทบจะไม่เจอเลย ขณะที่ไนเตรท และแอมโมเนียมีค่าน้อยกว่า 0.01 มิลลิกรัม/ลิตร และ 0.02 มิลลิกรัม/ลิตร ตามลำดับ ส่วนฟอสฟอรัสรวมและไนโตรเจนรวมมีค่าน้อยกว่า 0.04 มิลลิกรัม/ลิตร และ 0.50 มิลลิกรัม/ลิตร

ทะเลหลวง

ทะเลหลวงเป็นส่วนบนของทะเลสาบสงขลาถัดจากทะเลน้อยลงมา เป็นพื้นน้ำที่กว้างใหญ่ที่สุดมีอาณาเขตจากตำบลเกาะใหญ่ อ.กระแสสินธุ์ จดกับทาง ตอนเหนือของ อ.ระโนด ส่วนใหญ่แล้วน้ำในทะเลหลวงมีสภาพเป็นน้ำกร่อยเกือบตลอดทั้งปี และมีช่วงที่น้ำจืดเพียง 4-5 เดือน โดยทั่วไปความเค็มของน้ำในทะเลหลวงค่อนข้างต่ำ น้อยกว่า 5 ส่วนในพัน แต่หากปีใดมีฝนน้อยการรุกตัวของน้ำเค็มจะมีมาก อย่างเช่น ปี 2535 หรือ 2541 ซึ่งสามารถวัดความเค็มที่เกาะใหญ่ได้ถึง 11 ส่วนในพัน สภาพแวดล้อมในทะเลหลวงอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรมอันเนื่องจากได้ประสบปัญหายูโทรฟิเคชันมายาวนานกว่าสิบปี ซึ่งปัญหายูโทรฟิเคชันในทะเลหลวงค่อนข้างรุนแรง เพราะบางครั้งมีปริมาณแพลงก์ตอนพืชที่วัดในรูปของคลอโรฟิลล์เอสูงกว่า 180 ไมโครกรัม/ลิตร ส่วนค่าเฉลี่ยทั่วไปสูงถึง 36 ไมโครกรัม/ลิตร ซึ่งมากค่าเฉลี่ยในทะเลสาบตอนกลางและทะเลสาบตอนล่างเกือบ 4 เท่า ส่งผลให้มีออกซิเจนละลายและพีเอชในตอนกลางวันสูง โดยมีค่าเฉลี่ย 7.6 มิลลิกรัม/ลิตร และ 8.0 ตามลำดับ แต่มีค่าต่ำในตอนกลางคืน โดยเฉพาะออกซิเจนละลายนั้นได้ลดลงจนมีค่าต่ำกว่าระดับที่สิ่งมีชีวิตสามารถอยู่ได้โดยปลอดภัย คือ 4 มิลลิกรัม/ลิตร ยาวนานกว่า 6 ชั่วโมง ซึ่งการลดต่ำลงของออกซิเจนละลายนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สัตว์น้ำในทะเลหลวงตายเป็นประจำเกือบทุกปี      นอกจากนี้ปริมาณแพลงก์ตอนพืชที่มีอยู่หนาแน่นส่งผลให้ธาตุอาหารในทะเลหลวงพบอยู่ในรูปของอนุภาคมากกว่ารูปที่ละลายน้ำ ธาตุอาหารที่เป็นสารอนินทรีย์ที่ละลายน้ำมีค่าต่ำ โดยฟอสเฟต-ฟอสฟอรัสมีค่าเฉลี่ย 0.005 มิลลิกรัม/ลิตร ไนโตรเจนอนินทรีย์มีค่าเฉลี่ย 0.064 มิลลิกรัม/ลิตร แต่ในทางตรงกันข้ามกลับมีธาตุอาหารในรูปอนุภาคสูง โดยฟอสฟอรัสในอนุภาค เฉลี่ย 0.06 มิลลิกรัม/ลิตร และไนโตรเจนในอนุภาค 0.27 มิลลิกรัม/ลิตร

ทะเลสาบตอนกลาง

ทะเลสาบตอนกลางอยู่ถัดจากทะเลหลวงลงมา ตั้งแต่บริเวณแนวเกาะใหญ่ทางใต้ไปบรรจบกับเขต อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง อ.สทิงพระ จนถึงบริเวณปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ทะเลสาบส่วนนี้มีเกาะอยู่หลายเกาะ เช่น เกาะสี่ เกาะห้า เกาะหมาก และ เกาะนางคำ เป็นต้น ทะเลสาบช่วงนี้มีความเค็มสูงกว่าทะเลหลวงค่อนข้างมาก โดยมีค่าอยู่ในช่วง 0-32 ส่วนในพัน เฉลี่ย 7.6 ส่วนในพัน คุณภาพน้ำในทะเลสาบตอนกลางอยู่ในเกณฑ์ดีมีค่าบีโอดีเฉลี่ย 1.5 มิลลิกรัม/ลิตร ออกซิเจนละลาย เฉลี่ย 6.7 มิลลิกรัม/ลิตร และ พีเอช เฉลี่ย 7.6 ส่วนธาตุอาหารไนโตรเจนอนินทรีย์มีค่าเฉลี่ย 0.079 มิลลิกรัม/ลิตร ซึ่งสูงกว่าทะเลหลวงเล็กน้อย ฟอสเฟต-ฟอสฟอรัสมีค่าเฉลี่ยเท่ากับทะเลหลวง คือ 0.005 มิลลิกรัม/ลิตร

ก่อนปี 2545 ทะเลสาบตอนกลางส่วนที่อยู่ใกล้กับทะเลหลวงเกิดยูโทรฟิเคชันเป็นครั้งคราวในช่วงปลายปี แต่ในปี 2545 -2546 ได้เกิดยูโทรฟิเคชันอย่างรุนแรง โดยการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติของพืชน้ำและสาหร่ายขนาดใหญ่ ได้แก่ สาหร่ายหนาม (Najas sp.) Cladophora sp. และ Enteromorpha sp. ครอบคลุมเป็นบริเวณกว้างกว่าสองในสามของพื้นที่นาน 7-8 เดือน

ทะเลสาบสงขลาตอนล่าง

ทะเลสาบส่วนนี้อยู่นอกสุดและเชื่อมต่อกับอ่าวไทย สภาพน้ำจึงได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลอ่าวไทย ค่าความเค็มจึงมีค่าตั้งแต่ 0 -33 ppt ส่วนใหญ่แล้วความเค็มของน้ำในทะเลสาบตอนนอกจะเป็นน้ำกร่อยและน้ำเค็มผสมกัน แต่ในช่วงที่มีฝนตกชุกในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนและเดือนพฤศจิกายน-มกราคมความเค็มจะลดต่ำลง จนบางพื้นที่กลายเป็นน้ำจืด เช่น ปากคลองอู่ตะเภาและบริเวณใกล้เคียง ทางด้านทิศใต้มีประชากรและโรงงานอุตสาหกรรมอยู่หนาแน่น รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมประมงและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมง คุณภาพน้ำในทะเลสาบตอนล่างทางด้านทิศใต้ตั้งแต่ปากคลองอู่ตะเภา คลองบางโหนด คลองพะวง เรื่อยไปจนถึงปากคลองขวางจึงค่อนข้างเสื่อมโทรมจนถึงเสื่อมโทรม โดยบริเวณปากคลองอู่ตะเภาไปจนถึงหน้าสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง นั้นแม้จะมีค่าบีโอดีไม่สูงนัก แต่ก็มีธาตุอาหารสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปากคลองอู่ตะเภาซึ่งพบว่าความเข้มข้นของไนเตรท-ไนโตรเจนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นชัดเจน โดยในปี 2535 มีค่าเฉลี่ยเพียง 0.14 มิลลิกรัม/ลิตร แต่ในปี 2546 กลับมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 0.91 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งทะเลสาบตอนล่างถึง 5 เท่า บริเวณนี้จึงมีแพลงก์ตอนพืช bloom บ่อยครั้ง โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม บางครั้งมีความหนาแน่นสูงถึง 6 ล้านเซลล์/ลิตร หรือมีค่าคลอโรฟิลล์เอสูงกว่า 180 ไมโครกรัม/ลิตร สำหรับคลองขวางและคลองสำโรงซึ่งไหลผ่านชุมชนแออัดหลายแห่งรวมถึงบริเวณที่เป็นตลาดสด ปากคลองเหล่านี้จัดอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม มีค่าบีโอดีและธาตุอาหารไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูง อีกทั้งยังมีลักษณะทางกายภาพของน้ำก่อให้เกิดทัศนียภาพที่ไม่สวยงาม น้ำมีสีดำและส่งกลิ่นเหม็น ในบางช่วงโดยเฉพาะในช่วงที่มีปริมาณน้ำน้อย ส่วนทะเลสาบตอนล่างบริเวณเกาะยอ บ้านหัวเขา บ้านท่าเสาร์ ซึ่งมีกระชังปลากะพงขาวอยู่หนาแน่นมาก ออกซิเจนละลายจึงค่อนข้างต่ำ เฉลี่ย 5.5 มิลลิกรัม/ลิตร      อย่างไรก็ตามค่าออกซิเจนละลายในบริเวณนี้บางครั้งอาจสูงถึง 8 มิลลิกรัม/ลิตร จากการที่มีแพลงก์ตอนพืช bloom สำหรับคุณภาพน้ำอื่นๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติ เช่นเดียวทะเลสาบตอนล่างส่วนที่เหลือ จึงเห็นได้ว่าคุณภาพน้ำในทะเลสาบตอนล่างได้รับผลกระทบจากการที่มีประชากรและโรงงานอุตสาหกรรมอยู่หนาแน่น

     แพลงก์ตอนพืชในทะเลสาบสงขลา พบมี 3 ดิวิชั่น 76 สกุล พบแพลงก์ตอนพืช กลุ่ม diatom มากที่สุด 33 สกุล รองลงมาได้แก่ Cyanophyta 16 สกุล และ Chlorophyta 15 สกุล แพลงก์ตอนพืชที่พบกระจายทั่วทะเลสาบสงขลา ตลอดปี ได้แก่ Nitzschai, Skeletonema และ Oscillatoria ส่วน Gyrosigma,Navicula,Rhizosolinia และ Scenedesmus มีความชุกชุมต่ำ แต่พบแพร่กระจายสม่ำเสมอทั่วทั้งทะเลสาบและพบได้ตลอดปี แพลงก์ตอนพืชสกุล Trichodesmium (Oscillatoria) แพร่กระจายทั่วทั้งทะเลสาบ แต่ในเดือนธันวาคม จะไม่พบแพลงก์ตอนพืชในสกุลนี้ นอกจากนี้เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมิถุนายน และเดือนกรกฏาคม พบแพลงก์ตอนพืชสกุลนี้ต่ำ
    ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเพิ่มหรือลดจำนวนชนิดและความชุกชุมของแพลงก์ตอนพืชในทะเลสาบสงขลาได้แก่ ความเค็มซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณน้ำฝน และน้ำท่า จำนวนชนิดและความชุกชุมของแพลงก์ตอนพืชในทะเลสาบสงขลาจะลดลงในฤดูฝน แพลงก์ตอนพืชบางสกุล พบเฉพาะพื้นที่ และบางฤดูกาลเท่านั้น เช่น Stigeoclonium พบเฉพาะที่ทะเลสาบตอนนอกในเดือนกันยายน และ Schizogonium พบเฉพาะที่ทะเลสาบตอนกลางในเดือนกรกฏาคม การแพร่กระจายของแพลงก์ตอนพืชที่พบในทะเลสาบสงขลา

ความชุกชุมของแพลงก์ตอนพืชในรอบปีบริเวณทะเลสาบสงขลา
    ในเดือนธันวาคม มีความชุกชุมแพลงก์ตอนพืชน้อยที่สุด และเดือนเมษายนมีความชุกชุมของแพลงก์ตอนพืชมากที่สุด แพลงก์ตอนพืช พวก Skeletonema ชุกชุมมากที่สุด ในเดือนมกราคมถึง กุมภาพันธ์ และเดือนธันวาคม Oscillatoria ชุกชุมมากที่สุดเดือนมีนาคมถึงเมษายน และในเดือนสิงหาคม ถึงตุลาคม Nitzschia ชุกชุมมากที่สุด เดือนพฤษภาคม ถึง มิถุนายน และในเดือนพฤศจิกายน

แพลงก์ตอนพืชที่พบในทะเลสาบสงขลาโดยทั่วไปคือ
Division Chromophyta
สกุล Bacillariophyta (Diatom) ชนิดที่พบคือ
Achnanthes , Asterionella ,Amphora, Amphiprora, Bacteriastrum, Biddulphia, Campylodiscus, Chlorobotrys, Chaetoceros, Coscinodiscus,Diatoma ,Ditylum, Climacodium,Fragilaria, Frustulia, Eucampia, Guinardia, Gyrosigma, Grammatophora, Hemiaulus, Leptocylindrus, Melosira,Navicula,
Nitzschai, Rhizosolinia , Planktonella , Pinnularia, Pluerosigma, Skeletoma, Streptotheca, Surirella Synedra, Thalassiosira, และ Triceratium

Division Chlorophyta
สกุล Chlorophyceae ชนิดที่พบคือ
Chlorella , Closterium, Chlamydomonas, Dictyosphaerium, Euglena, Micrasterias, Mougeonia, Oocystis, Palmella, Phacus, Pediastrum, Scenedesmus, Schizogonium, Spirogyra, Staurastrum, Stigeoclonium และ Xanthidium
สกุล Eugenophyta ชนิดที่พบคือ
Euglena และ Phacus

Division Cynophyta
สกุล Cyanophyta (Blue Green aalgae) ชนิดที่พบคือ
Anabaena, Aphanizomenon, Aphanocapsa, Aulosira, Chroococcus, Lyngbya, Merismopedia, Microcystis, Nodularia, Nostoc, Oscillatoria, Polycystis, Richelia, Schizomeris และ Spirulina
สกุล Dinophyceae (Dinoflagellate) ชนิดที่พบคือ
Ceratium, Dinophysis , Diplosalis , Gonyaulax , Gymnodinium,
Noctiluca, Peridinium และ Triposolenia

ทะเลน้อย เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ อยู่บริเวณเหนือสุดของทะเลสาบ มีคลองนางเรียมเชื่อมทะเลน้อยกับทะเลหลวง พื้นที่ 18,750 ไร่ ลึกเฉลี่ย 1 - 1.3 เมตร สภาพน้ำเป็นน้ำจืด สภาพแวดล้อมบริเวณนี้อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งทางด้านประมงและป่าไม้ ทรัพยากรประมง เป็นปัจจัยสำคัญของราษฏรต่อการยังชีพ ใช้เป็นอาหารและรายได้ของครอบครัว ในปัจจุบันสิ่งแวดล้อม และพันธุ์สัตว์น้ำเสื่อมโทรมเพราะวัชพืชหนาแน่น การทำการประมงไม่ถูกต้อง ใช้เครื่องมือผิดกฏหมาย ทำให้เกิดผลกระทบต่อความเป็นอยู่และที่อาศัยของราษฏร
แพลงก์ตอนพืชบริเวณทะเลน้อย
Division Chromophyta
สกุล Bacillariophyceae (Diatom) ชนิดที่พบ
Achnanthes, Amphiprora, Amphora, Asterionella, Bacteriastrum, Chaetoceros, Climacodium, Coscinodiscus, Diatoma, Eucampia, Guinardia, Gyrosigma, Hemiaulus, Leptocylindrus, Navicula, Nitzschia, Planktonella, Pluerosigma, Rhizosolinia, Skeletonema, Surirella, Synedra, Thalassiosira และ Triceratium
สกุล Dinophyceae (Dinoflagellate) ชนิดที่พบคือ
Anabaena, Aphanizomenon, Aphanocapsa, Merismopedia, Microcystis, Nostoc, Oscillatoria, Polycystis, Richelia และ Spirulina

Division Cyanophyta
สกุล Cyanophyceae (Blue green algae) ชนิดที่พบคือ
Chlorella, Chlamydomonas, Closterium, Micrasterias, Oocystis, Pediastrum, Scenedesmus, Spirogyra, Staurastrum และ Xanthidium
สกุล Euglenophyta ชนิดที่พบคือ
Euglena และ Phacus

Division Cyanophyta
สกุล Cynaophyceae (Blue green algae) ชนิดที่พบคือ
Anabaena, Aphanocapsa, Aulosira, Chroococcus, Lyngbya, Microcystis, Nostoc, Oscillatoria, Polycystis, Richelia, Spirulina, และ Schizomeris
ชนิดของแพลงก์ตอนพืชที่มีความชุกชุมมากที่สุดบริเวณทะเลน้อย คือ Ntzschai และ Oscillatoria

ทะเลสาบตอนกลาง (Middle Lake) และทะเลหลวง ( Luang) มีพื้นที่ 485,500 ไร่ ความลึกเฉลี่ย 1.3 - 2.4 เมตร เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากทะเลน้อยลงมาทางใต้ มีทางติดต่อกันโดยคลองสั้นๆ ชายฝั่งด้านตะวันตกอยู่ในเขตจังหวัดพัทลุง และชายฝั่งด้านตะวันออกอยู่ในเขตจังหวัดสงขลา ทะเลหลวงตอนบนมีความเค็มของน้ำเป็นน้ำจืดถึงน้ำกร่อย ขึ้นอยู่กับฤดูกาล มีพืชน้ำปกคลุมอยู่ทั่วไป และมีมากเป็นพิเศษบริเวณริมฝั่ง ส่วนในตอนล่างของทะเลสาบสงขลาตอนใน ซึ่งติดต่อกับทะเลสาบตอนนอก โดยคลองปากรอ มีทั้งพืชน้ำและป่าชายเลนเป็นบริเวณแคบ ๆ มีกิจกรรมการเลี้ยงปลากะพงขาวอยู่ประปราย บริเวณใกล้คลองปากรอ สภาพน้ำจืดจากบริเวณตอนบน ความเค็มของน้ำในตอนล่างของทะเลสาบสงขลาตอนในเป็นน้ำกร่อยอยู่ในช่วง 0 - 22 psu.

แพลงก์ตอนพืชบริเวณทะเลตอนกลางและทะเลหลวง
Division Chromophyta
สกุล Bacillariophyta (Diatom) ชนิดที่พบคือ
Amphiprora, Asterionella, Bacteriastrum, Biddulphia, Campylodiscus, Chaetoceros, Chlorobotrys, Climatocodiom, Diatona, Ditylum, Eucampia, Fragilaria, Frustulia, Grammatophora, Guinadia, Gyrosigma, Hemiaulus, Leptocylindrus, Navicula, Nitzachai, Planktonella, Pluerosigma, Pinnularia, Rhizosolinia, Skeletonema, Streptotheca, Surirella, Synedra, Triceratium และ Thalssiosira
สกุล Dinophyceae (Dinoflagellate) ชนิดที่พบคือ
Ceratium, Dinophysis, Diplosalopsis, Gonyaulax, Gymnodinium, Peridimium และ Triposolenia

Division Chlorophyta
สกุล Chlorophyceae ชนิดที่พบคือ
Chlorella, Chlamydonomas, Closterium, Dictyosphaerium, Mogeotia, Micrasterias, Oocystis, Palmella, Pediastrum, Scenedesnus และ Schizogonium,

ชนิดของแพลงก์ตอนพืชที่มีความชุกชุมมากที่สุดบริเวณทะเลสาบตอนกลางและทะเลหลวง คือ
Oscillatoria และ Microcytis

ทะเลสาบตอนนอก เป็นส่วนล่างสุดของทะเลสาบสงขลา มีพื้นที่ 137,500 ไร่ ความลึกเฉลี่ย 1 - 1.5 เมตร ยกเว้นทางเดินเรือลึก 12 - 14 เมตร สภาพน้ำเป็นน้ำกร่อยจนถึงน้ำเค็มขึ้นอยู่กับฤดูกาล บางแห่งมีป่าชายเลนขึ้นประปราย เช่น ในคลองพะวง แต่นับวันมีพื้นที่ป่าลดลงเรื่อย ๆ

แพลงก์ตอนพืชบริเวณทะเลสาบตอนนอก
Division Chromophyta
สกุล Bacillariophyceae (Diatom) ชนิดที่พบคือ
Amphiprora, Amphora, Asterionella, Bacteriastrum, Biddulphai, Campylodiscus, Chaetoceros, Climacodium, Coscinodiscus, Diatoma, Ditylum, Eucampia, Fragilaria, Grammatophora, Guinadia, Gyrosigma, Hemiaulus, Leptocylindrus, Melosira, Navicula, Nitzschia, Planktonella, Pluerosigma, Rhizosolinia, Skeletonema, Streptotheca, Surirella, Synedra, Triceratium และ Thalassiosira
สกุล Dinophyceae (Dinoflagellate) ชนิดที่พบคือ
Ceratium, Dinophysis, Gymnodinium, Noctiluca, Peridinium และ Triposolemia

Division Chlorophyta
สกุล Cholorophyceae ชนิดที่พบคือ
Chlorella, Closterium, Dictyosphaerium, Micrasterias, Oocytis, Palmella, Pediastrum, Scenedesmus, Spirogyra, Staurastrum, Stigeoclonium และ Xamthidium
สกุล Euglenophyta ชนิดที่พบคือ
Euglena และ Phacus

Division Cyanophyta
สกุล Cyanophyta (Blue green algae) ชนิดที่พบคือ
Anabaena, Merismopedia, Microcystis, Nodularia, Nostoc, Oscillatoria, Polycystis, Richelia และ Spirulina
ชนิดของแพลงก์ตอนพืชที่มีความชุกชุมมากที่สุดบริเวณ ทะเลสาบสงขลาตอนนอก คือ
Skeletonema, Chaetoceros, Hemiaulus และ Rhizosolinia


เอกสารอ้างอิง

นฤทธิ์ ดวงสุวรรณ์.2545.คนฟื้นทะเลสาบ.โครงการการจัดการทรัพยากร ชายฝั่งภาคใต้.
ยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร. 2535. การสำรวจพื้นที่เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเลสาบสงขลาตอนนอก.เอกสารวิชาการ ฉบับที่ 12 / 2535. ถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดสงขลา.
กรมประมง
ยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร และนิคมละอองศิริวงศ์. 2540.การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพน้ำกับแพลงก์ตอนพืช.เอกสารวิชาการ ฉบับที่ /2540.สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
ชายฝั่ง จังหวัดสงขลา, กรมประมง
เสาวภา อังสุภานิช. 2543.ประชาคมสัตว์หน้าดินขนาดใหญ่และวิธีเก็บตัวอย่างที่เหมาะสมบริเวณตอนล่างของทะเล.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

สัตว์หน้าดิน หมายถึง สิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์ที่อาศัยอยู่บนหรือฝังตัวตามพื้นท้องน้ำหรือพื้นทะเล และเมื่อร่อนผ่านตะแกรงจะติดค้างอยู่ในตะแกรงขนาดตา 0.5 - 1.0 มิลลิเมตร ส่วนใหญ่ประกอบด้วยสัตว์จำพวกที่ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น ไส้เดือนทะเล ครัสตาเซีย หอยฝาเดียว และหอยสองฝา ฯลฯ สัตว์หน้าดินยังรวมถึงปลาต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ตามหน้าดินด้วย

สัตว์หน้าดินมีความสำคัญต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำหลายประการด้วยกัน สัตว์หน้าดินหลายชนิดเป็นอาหารของสัตว์น้ำ เช่น Coppepods, Tanaidacea ความชุกชุมและมวลชีวภาพของสัตว์หน้าดินจึงเป็นดัชนีบอกความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำได้ สัตว์หน้าดินมีบทบาทสำคัญต่อการหมุนเวียนของสารอาหารที่สะสมอยู่ในตะกอนดินกลับสู่มวลน้ำ สัตว์หน้าดินที่ดำรงชีพด้วยการฝังตัวอยู่ในตะกอนดิน จะกวนตะกอนดิน ช่วยให้ออกซิเจนสามารถแพร่ลงสู่ตะกอนดินได้ลึก ลดการเน่าเสียของตะกอนดินได้และที่สำคัญในปัจจุบันนิยมใช้สัตว์หน้าดินชี้ถึงมลภาวะในแหล่งน้ำกันอย่างแพร่หลาย

สัตว์หน้าดินเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อาหารในทะเลสาบสงขลาตอนนอก และทะเลสาบสงขลาตอนใน แม้ว่าทะเลสาบสงขลาจะเป็นแหล่งน้ำกร่อยที่มีการเปลี่ยนแปลงความเค็มช่วงกว้างมาก แต่ก็มีสัตว์หน้าดินหลายชนิดที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างกว้างขวาง และมีปริมาณสูงในช่วงเวลาที่แตกต่างกันไป สัตว์หน้าดินเหล่านี้มีความสามารถในการปรับตัวได้ดี และเป็นแหล่งอาหารหลักที่สำคัญของสัตว์น้ำอื่น ๆ เช่น ปลากดขี้ลิง ปลาหัวอ่อน และปลากดหัวโม่ง ซึ่งเป็นปลาที่มีมากในทะเลสาบสงขลา จึงส่งผลให้สัตว์น้ำในทะเลสาบสงขลามีความหลากหลายสูง ตัวอย่างสัตว์หน้าดินที่มีความสำคัญในห่วงโซ่อาหารของทะเลสาบสงขลา ได้แก่ Apseudes sapensis Chilton 1926 ซึ่งเป็นอาหารของปลาและสัตว์น้ำหลายชนิดในทะเลสาบสงขลา แต่สัตว์หน้าดินชนิดนี้กลับมีถิ่นอาศัยที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง คือ พบชุกชุมในทะเลสาบสงขลาบริเวณที่เป็นน้ำกร่อย แต่พบน้อยบริเวณใกล้ปากทะเลสาบสงขลา และไม่พบเลยในทะเลน้อย เนื่องจากสัตว์หน้าดินชนิดนี้ไม่ชอบอยู่ในน้ำจืด เนื่องจากสัตว์หน้าดินชนิดนี้ไม่ชอบอยู่ในน้ำจืด และเชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตอีกหลาย ๆ ชนิดที่มีการปรับตัวเช่นเดียวกันนี้

สัตว์หน้าดิน พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของทรัพยากรสัตว์น้ำบางชนิด เช่น ปลา เนื่องจากสัตว์หน้าดินมีความสำคัญในห่วงโซ่อาหารของระบบนิเวศ โดยทำหน้าที่กินผู้ผลิต หรือผู้บริโภคขั้นแรกเป็นอาหาร และต่อมาก็จะถูกสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่กว่ากินเป็นอาหารอีกทอดหนึ่ง นอกจากนั้นชนิดและจำนวนของสัตว์หน้าดิน มักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องชี้บอกความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ และใช้ในการติดตามตรวจสอบสภาวะแวดล้อมทางน้ำ สัตว์หน้าดินอีกหลายชนิดที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องชี้บอกภาวะมลพิษทางน้ำได้ เช่น Capitella sp.

สัตว์หน้าดินในทะเลสาบสงขลาพบว่ามีหลากหลายกลุ่ม เช่น จากการศึกษาของสวัสดิ์ วงศ์สมนึก และสมชาติ สุขวงศ์ (2511 : 411) รายงานว่า สัตว์หน้าดินในทะเลหลวง และทะเลน้อย มี 5 ไฟลัม ได้แก่ Nemartea, Nematoda, Arthropoda, Annelida และ Mollusca ในปีต่อมา สวัสดิ์ วงศ์สมนึก และสมชาติ สุขวงศ์ (2512 : 69) ได้ศึกษาความชุกชุมและการแพร่กระจายของสัตว์หน้าดิน บริเวณทะเลสาบสงขลาตอนล่าง และทะเลหลวงตอนล่าง รายงานว่าพบสัตว์หน้าดินในบริเวณดังกล่าวจำนวน 10 ไฟลัม สัตว์หน้าดินกลุ่มที่พบมากที่สุด ได้แก่ Arthopoda และ Annelida ตามลำดับในปี 2513 สวัสดิ์ วงศ์สมนึก และสมชาติ สุขวงศ์ (2513 : 233) ได้ทำการศึกษาความชุกชุม และการแพร่กระจายของสัตว์หน้าดินบริเวณเดียงกับที่ทำการศึกษาในปี 2512 รายงานว่าพบสัตว์หน้าดิน 7 ไฟลัม สำหรับกลุ่มที่พบชุกชุมมากในทะเลสาบสงขลาตอนล่าง ได้แก่ Annelida หลังจากนั้นได้มีการศึกษาเกี่ยวกับสัตว์หน้าดินในทะเลสาบสงขลาเรื่อยมา เช่น จากการศึกษาของไพโรจน์ สิริมนตาภรณ์ และคณะ (2520 : 312) รายงานว่าพบสัตว์หน้าดิน 6 ไฟลัม 10 กลุ่ม ในทะเลสาบสงขลา ไพโรจน์ สิริมนตาภรณ์ และคณิต ไชยาคำ (2525 : 238) รายงานว่าพบสัตว์หน้าดินจำนวน 3 ไฟลัม ได้แก่ Arthopoda, Annelida และ Nemertea ส่วนยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร และนิคม ละอองศิริวงศ์ (2540 : 1) รายงานว่าพบสัตว์หน้าดิน 5 ไฟลัม ได้แก่ Arthopoda, Annelida, Nemertea, Mollusea และ Echinodermata ในขณะที่ Angsupanich และ Kuwabara (1995 : 155-121) รายงานว่าพบสัตว์หน้าดิน 6 ไฟลัม ได้แก่ Arthopoda, Annelida, Mollusea, Nematoda, Chordata และ Sipuneulida ในทะเลสาบสงขลา นิคม ละอองศิริวงศ์ (2544 : 36) พบสัตว์หน้าดิน 6 ไฟลัม ได้แก่ Annelida, Arthopoda, Mollusea Echinodermata Chordata และ Nemertea โดยมีความชุกชุมเฉลี่ย 1,192 ตัว/ตารางเมตร สัตว์หน้าดินที่พบส่วนใหญ่เป็นพวก Arthopoda Annelida และ Mollusea คิดเป็น 98.9% ของสัตว์หน้าดินที่พบทั้งหมด สัตว์หน้าดินในไฟลัม Annelida, Arthopoda และ Mollusea เป็นสัตว์หน้าดินที่พบเสมอในทะเลสาบสงขลาตอนนอก สัตว์หน้าดินที่พบสม่ำเสมอบริเวณทะเลสาบสงขลาตอนนอก คือ tanaidacea รองลงมาเป็นพวกหอยสองฝา Capitellidae nereidae และ nepthyidae ตามลำดับ ในขณะที่หอยสองฝาเป็นสัตว์หน้าดินที่พบชุกชุมมากที่สุด Tanaidaeca เป็นสัตว์หน้าดินที่พบแพร่กระจายอยู่ทั่วไปบริเวณทะเลสาบสงขลาตอนนอกตลอดทั้งปี Angsupanich and Kuwabara (1995) กล่าวว่า การแพร่กระจายของ tanaidaeca บริเวณทะเลสาบสงขลาตอนนอกถูกกำจัดด้วยความเค็ม จึงไม่พบ tanaidaeca บริเวณปากทะเลสาบ แสดงว่า tanaidacea ไม่ชอบอาศัยในบริเวณที่มีความเค็มสูง tanaidacea เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์น้ำแล้วมีการใช้สัตว์หน้าดินหลายชนิดเป็นเครื่องชี้บอกภาวะมลพิษจากอินทรีย์ เพราะเป็นสัตว์ที่สามารถเคลื่อนที่ด้วยตัวเองอย่างอิสระ การเลือกอยู่หรือหนีไปขึ้นกับความทนได้ของสัตว์เอง

สัตว์หน้าดินแต่ละชนิดจะมีความสัมพันธ์กับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นชนิดและจำนวนของสัตว์หน้าดินจึงสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องชี้บอกความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำได้ เนื่องจากสัตว์หน้าดินแต่ละชนิดมีแหล่งที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกัน (ไพโรจน์ สิริมนตาภรณ์ และสิริ ทุกข์วินาศ, 2529 : 38-39) ดังเช่นจากการศึกษาของ Kikuchi (1991 : 158) รายงานว่ามีสัตว์หน้าดิน 2 ชนิด ได้แก่ Capitella sp. และ Theora lubrica สามารถนำมาใช้เป็นตัวชี้บอกภาวะมลพิษของแหล่งน้ำได้ ส่วน Ferraro รายงานว่าพบสัตว์หน้าดินวงศ์ Capitellidae ชุกชุมสูง บริเวณชายฝั่งในเขตเมืองใหญ่ ๆ ที่เกิดภาวะมลพิษทางน้ำ เนื่องจากการปล่อยน้ำทิ้งของชุมชน นอกจากนั้นสามารถนำ Capitelela sp. 1 มาใช้เป็นตัวชี้บอกสภาวะการปนเปื้อนในตะกอนดิน

Nephtys sp. เป็นไส้เดือนทะเลอีกสปีชีส์หนึ่งที่พบบ่อยมากในทะเลสาบสงขลาทั้งตอนนอก (Amgsupanich and Kuwabara 1995) และบริเวณตอนล่างของทะเลสาบสงขลาตอนใน เนื่องจากมีการแพร่กระจายได้อย่างกว้างขวาง และพบได้ทุกฤดูกาล รวมทั้งระยะตัวอ่อนของวงศ์นี้ด้วย นับเป็นชนิดที่สามารถทนได้ดีในน้ำมีความเค็มช่วงกว้าง แม้ว่ามีจำนวนตัวต่อหน่วยพื้นที่ไม่มากเท่ากับที่พบในทะเลสาบสงขลาตอนนอก แต่อาจประมาณได้ว่าเป็นไส้เดือนทะเลชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญในห่วงโซ่อาหารที่ทำหน้าที่เป็นตัวส่งถ่ายพลังงานในกลุ่มผู้ล่าในทะเลสาบสงขลา เนื่องจากสมาชิกในสกุล Nephty sp. ส่วนใหญ่เป็นผู้ล่า แม้ว่ามีบางชนิด (N. incisa) เป็นพวกที่กินซากตะกอนเป็นอาหาร (Clark 1962) จากการสังเกตพบว่า Nephtys sp. เป็นสัตว์ที่ค่อนข้างแข็งแรง ว่ายน้ำได้เร็ว และหลบหลีกได้อย่างรวดเร็วเมื่อถูกกระทำ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สันนิษฐานว่าไส้เดือนทะเลชนิดนี้เป็นพวกกินเนื้อเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ตอนล่างของทะเลสาบสงขลาตอนในจัดว่ามีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง ถึงสูงในบางฤดูกาล ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ปรกติของแหล่งน้ำที่น้ำเป็นน้ำกร่อย และจืดในบางฤดูโดยทั่วไปความหลากหลายของสัตว์หน้าดินบริเวณชายฝั่งทะเลมีค่าลดลงเมื่อน้ำมีความเค็มลดลง อาจกล่าวได้ว่าเป็นข้อดีของทะเลหลวงที่มีอาหารธรรมชาติไว้เลี้ยงสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอเกือบตลอดปี อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์อาจไม่คงสภาพถาวร เนื่องจากสภาพภูมิอากาศมีความผิดแผกจากสภาพปรกติโดยฝนไม่ตกตามฤดูกาล ความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์หน้าดินในเชิงมวลชีวภาพนั้นมีแนวโน้มว่าสอดคล้องกับความชุกชุมเป็นจำนวนตัว ความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์หน้าดินในทะเลหลวงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนหรือปริมาณสัตว์หน้าดิน แต่เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องคำนึงถึงความหลากหลายด้วย

แม้ว่าทะเลสาบสงขลาตอนใน เป็นแหล่งน้ำกร่อยที่มีการเปลี่ยนแปลงความเค็มช่วงกว้างมาก แต่พบว่ามีสัตว์น้ำหน้าดินที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างกว้างขวางและมีปริมาณมากอยู่หลายชนิด แสดงว่าสัตว์หน้าดินเหล่านี้มีความสามารถในการปรับตัวได้อย่างดีและคงที่แล้ว และเป็นแหล่งอาหารหลักของสัตว์น้ำอื่น ๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่า ดังนั้นควรมีการป้องกันภาวะมลพิษที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมทั้งรอบและในทะเลสาบสงขลา ไม่ว่าจะเป็นเหตุที่เกิดจากสารมีพิษในตัวเองหรือสารไม่มีพิษในตัวเอง (แต่มีปริมาณมากขึ้นหรือน้อยลงจากสภาพธรรมชาติ) หากจะมีการพัฒนาทะเลสาบสงขลาเพื่อการใช้ประโยชน์หรือเพื่อให้คงอยู่ยั่งยืน ควรจะต้องพิจารณาและทำการศึกษาให้รอบคอบเสียก่อน มิฉะนั้นความหวังดีอาจก่อให้เกิดผลเสียหายได้เช่นกัน เช่น การสร้างคันกั้นน้ำเค็มในทะเลสาบสงขลา การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และการเลี้ยงปลาในกระชังในทะเลสาบ ซึ่งจะต้องคำนึงถึงทั้งชนิดและปริมาณปลาตลอดจนจำนวนกระชัง